2006/Sep/25

ไม่บ่อยครั้งนักที่อันดับต้นๆ ของผลโหวต 50 "ผู้จัดการ" Role Model จะปรากฏชื่อบุคคลที่ "ผู้จัดการ" ไม่เคยนำเสนอเรื่องราวของเขามาก่อน การที่ "วิกรม กรมดิษฐ์" ได้รับคะแนนการยอมรับจากผู้อ่านสูงถึงอันดับ 5 ในปีนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องหาคำตอบ

"Role Model ของคุณหมายความว่ายังไง เป็นตัวอย่างในการบริหาร ใช่ไหม?" เป็นคำถามแรกที่วิกรม กรมดิษฐ์ ตั้งขึ้นทันทีที่ได้พบกับ "ผู้จัดการ" ณ บ้านไม้สไตล์ไทย บนชั้น 6 ของอาคารกรมดิษฐ์ ซึ่งภายในตกแต่งด้วยของโบราณหายาก มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมพม่า ลาว เขมร และไทย บ่งบอกรสนิยมเจ้าของในความเป็นนักสำรวจและสะสม

"ประเด็นคือผมเซอร์ไพรส์ เพราะว่าผมเป็นคนไม่ทำงานไง พวกคุณรู้เปล่า ทุกวันนี้ผมไม่ได้ทำอะไรเลย"

ในบทบาท CEO ของบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาจเป็นเพียงคำตอบเพียงผิวเผิน สำหรับการหาเหตุผลที่วิกรมได้รับการยอมรับให้เป็น Role Model อันดับที่ 5 ของผู้อ่าน "ผู้จัดการ" ประจำปี 2549 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในตาราง 50 "ผู้จัดการ" มาก่อน

ปัจจุบันอมตะเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ อมตะ นคร จ.ชลบุรี อมตะซิตี้ จ.ระยอง และอมตะซิตี้เบียนโฮ ในเวียดนาม พื้นที่ทั้งสิ้นร่วม 25,000 ไร่ และสินทรัพย์รวมอีกเกือบ 8 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2548

ด้วยผลประกอบการของปี 2548 ที่ทำกำไรได้สูงกว่า 1 พันล้านบาท ทำให้อมตะได้รับรางวัล "Best performance awards" ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จาก SET Awards ประจำปี 2549 ซึ่งเพิ่งประกาศผลไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่ก็คงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ผู้อ่าน "ผู้จัดการ" ตัดสินใจเลือกวิกรมอีกเช่นกัน

ปัจจัยที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า คงหนีไม่พ้นบทบาทใหม่ของเขาที่ปรากฏสู่สังคม ซึ่งมีหลายบทบาท แต่ทุกบทบาทล้วนมี "สื่อ" เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ (รายละเอียดอ่านเรื่อง "Great Image Creator")

ในฐานะผู้จัดรายการวิทยุสุดฮอตแห่งคลื่น FM 96.5 รายการ "CEO Vision" จากที่เคยออกอากาศเพียง 2 วัน สถานีโมเดิร์น ไนน์ถึงกับต้องปรับผังเพิ่มให้อีก 1 วัน เป็น 3 วัน ขณะเดียวกันยังเป็นคอลัมนิสต์เขียนมุมมองทางธุรกิจให้กับหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ได้แก่ คมชัดลึก มติชน และโพสต์ทูเดย์ นอกจากนี้ยังมีหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" และ "มองโลกแบบวิกรม" ที่เขาเขียนขึ้นเอง พิมพ์มาแล้ว 2 ครั้ง รวม 2 แสนเล่ม นี่ยังไม่นับรวมนิตยสารและหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับที่ได้นำเสนอเรื่องของวิกรมขึ้นเป็นเรื่องจากปก อาทิ Thai Commerce, Thailand Timeout และ Forbes ที่เพิ่งลงบทสัมภาษณ์เขาในฐานะคนที่รวยที่สุดเป็นอันดับที่ 29 ของประเทศไทย เป็นต้น อีกทั้งยังมีรายการโทรทัศน์อีกประปราย และการรับเชิญเป็นวิทยากรให้กับหลากหลายสถาบันหรือองค์กรจำนวนไม่น้อยในช่วงปีที่ผ่านมา

วิกรมมีโอกาสทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากเขาประกาศวางมือจากการบริหารงานประจำในอมตะ โดยยกภาระดังกล่าวให้กับ "วิบูลย์" น้องชายแท้ๆ ของเขาดูแลแทน

เป็นเหตุผลที่เขาบอกกับ "ผู้จัดการ" ในตอนต้นว่าทุกวันนี้เขาไม่ได้ทำอะไรเลย

วิกรมเริ่มปล่อยวางบทบาทผู้อยู่เบื้องหน้าของอมตะ ตั้งแต่มีอายุครบ 48 ปี หรือ 4 รอบ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เขากำหนดขึ้นเองตามแนวคิดในการดำรงชีวิตที่เขาเปรียบช่วงชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นเหมือนผีเสื้อ

"ถ้าเราแบ่งชีวิตเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกก็สร้างเศรษฐกิจ เหมือนหนอนเกิดมาตอนแรก ก็เอาแต่กิน พอครบ 4 รอบ เราก็ควรเริ่มสงบ เหมือนดักแด้ อย่างผมก็จะเอาแต่นึกฝันและเขียนหนังสือ ผมเขียนวันละ 10 ชั่วโมงขึ้นไป เขียนอยู่ 10 กว่าวันใน 2 สัปดาห์ พอเป็นดักแด้เสร็จสุดท้ายก็เป็นผีเสื้อ คือลอยละลิ่วไม่ผูกติดอะไรอีกแล้ว"

แต่ดักแด้อย่างเขา ก็ใช่ว่าจะละเลยในการติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบริษัท ตรงกันข้าม เขากลับมีเวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสาร มีสมาธิ และจินตนาการในการวางแนวทางการบริหารงานมากขึ้นจากเทคโนโลยีของเครื่องมือสื่อสารและบรรยากาศที่เงียบสงบ

หากมีเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญ เขายังมีวิบูลย์ที่คอยเป็นหูเป็นตารายงานความเป็นไปให้เขาได้รับรู้ ซึ่งรวมถึงปัญหาในการบริหาร ตลอดจนนัดหมายที่สำคัญๆ

ทุกวันนี้วิกรมใช้ชีวิตส่วนใหญ่อย่างสงบอยู่บน "แพวิเวก" ติดอุทยานเขาใหญ่ ทุก 2 สัปดาห์เขาจึงจะเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ประมาณ 1-2 วัน เพื่อประชุมกับทีมบริหารของอมตะ ซึ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้บริหารงานด้านนิคม และกลุ่มพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ โดยเรียกเฉพาะผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามความคืบหน้าของงาน ช่วยแก้ปัญหา วางแผน วางเป้าหมาย ให้คำแนะนำ ฯลฯ

"เหมือนคุณเป็นกัปตันทีมฟุตบอล ผมเป็นโค้ชและเป็นคนดู การมองก็ต่างกัน คนที่เป็นทั้งกัปตันและนักเตะ มันคิดลำบาก แต่เวลาที่ดูในจอ เราจะเห็นว่า ไม่น่าเตะอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้ มันก็เกิดอีกมุมมองที่มาเติมให้ครบสามมิติ หรือถ้าเราเป็นกัปตันเรือ ก็ไม่ควรจะไปวิ่งแย้วๆ แล้ว ควรมานั่งมองเรือของเราทุกด้านดีกว่า แล้วคิดว่าจะต้องแล่นไปทางไหน อย่างไรให้ถึงเร็วและปลอดภัย"

"จะว่าไปแล้ว มันก็เป็นการปรับหน้าที่ แทนที่จะเป็น operator ก็เป็น advisor ขณะเดียวกัน พอเราทำน้อยลง มีเวลามากขึ้น ก็มีจินตนาการเรื่องงานมากขึ้น เราก็ยังเป็น think tank ได้ด้วย ดังนั้นทุกวันนี้เป้าหมายและนโยบายขององค์กรก็เลยมาจากผมคนเดียว เพราะผมได้มานั่งคิด นั่งฝันอยู่ตรงนี้"

วิกรมกล่าวระหว่างการสัมภาษณ์รอบ 2 บนเรือนแพกลางบึงดอกบัว ท่ามกลางภูเขา และแสงแดด เคล้าด้วยเสียงนก เสียงลม และเสียงแห่งความสงบ

ไม่เพียงหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" และ "มองโลกแบบวิกรม" ที่เนื้อเรื่องกว่า 60% ถูกเขียนขึ้นภายใต้ความเงียบสงบของที่นี่ จินตนาการเกี่ยวกับการบริหารงานของวิกรมหลายอย่างก็เกิดขึ้น ณ แพแห่งนี้ รวมทั้งแนวคิด "ระบบแบ่งผลกำไร"

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างนอนรับลมยามเย็นบนเตียงพับบนแพวิเวกเมื่อ 1 ปีเศษๆ มาแล้ว ระหว่างมองท้องฟ้าและภูเขาเป็นผนังที่ไร้ขอบเขต วิกรมเกิดแนวคิดการบริหารงานรูปแบบใหม่ อันเป็นระบบสลายพฤติกรรมการบริหารแบบจีนที่เถ้าแก่คุมทุกอย่าง และแบบไทย ที่หัวหน้าเป็นผู้นำลูกน้องลงมือทำเองทุกอย่าง เปลี่ยนมาใช้แนวทางการจูงใจด้วยระบบแบ่งผลประโยชน์ ที่ไม่ใช่แค่โบนัส ที่ให้นำกำไรที่ได้แต่ละปีมาแบ่งให้กับทุกคนในบริษัท หรือที่เรียกว่า Success Fee

ทว่า ระบบแบ่งผลประโยชน์รูปแบบใหม่ที่วิกรมกำลังขะมักเขม้นถ่ายทอดสู่องค์กรนั้น ค่าตอบแทนที่นำมาใช้สร้างแรงจูงใจครั้งนี้มีมูลค่าและคุณค่าสูงถึงระดับการเป็น CEO บริษัทลูกของอมตะเลยทีเดียว

เงื่อนไขคือ พนักงานอมตะที่มีอายุ 50 ปี หรือมีอายุงานกับอมตะมาแล้ว 10 ปี พวกเขา เหล่านี้จะถูกผลักดันให้ออกไปเป็น CEO ในบริษัทลูกของอมตะที่เป็นบริษัทใหม่ โดยหลักการก็คือ เป็นบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับ "ธุรกิจบริการ" ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 3 แห่ง ที่จะมาต่อยอด ให้ "อมตะ" เป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบและเพิ่มมูลค่าให้กับ "สินค้า" หรือธุรกิจของบริษัทแม่ เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจสาธารณูปโภค ธุรกิจสุขภาพ ฯลฯ

ภายในปี 2553 วิกรมตั้งใจจะนำบริการต่างๆ มาเปิดเป็นบริษัทลูกให้ได้ 50 บริษัท และตั้งเป้าทั้งหมดไว้ที่ 100 บริษัท โดยปัจจุบันมีอยู่แล้วจำนวน 15 บริษัท (รายละเอียดของบริษัท เหล่านี้ดูจากแผนภูมิโครงสร้างเครืออมตะ)

"เราจับเอาอายุและประสบการณ์ขึ้นมา เพราะมองว่าถ้าคุณทำงาน 10 ปี ก็น่าจะมีเลือดองค์กรนี้แล้ว หรือคนที่อายุ 50 ปีจะเริ่มล้า เหตุที่คนล้าก็เพราะจำเจอยู่กับของเดิม แต่ถ้าได้ออกไปเป็นเถ้าแก่เอง ก็คงไม่ล้ากลับจะยิ่งคึก เพราะคนเราต้องการความรู้สึกว่ามีเกียรติ ทุกคนก็อยากโต อยากเป็นเถ้าแก่ โดยเฉพาะเถ้าแก่บริษัท ในเครืออมตะ... ยื่นนามบัตรไปเป็น CEO บริษัทอมตะอะไรก็ว่าไป"

นี่ไม่ใช่การลอยแพ เพราะสิ่งที่วิกรมวางแผนจัดเตรียมให้กับว่าที่เถ้าแก่น้อยแห่งบริษัทลูกของอมตะ เป็นแพ็กเกจสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนที่อมตะจะเป็นผู้ออกให้ก่อน วงเงินกู้ ซึ่งภายใต้ร่มของอมตะ บริษัทและเถ้าแก่น้องใหม่จะได้อานิสงส์ทั้งกู้ง่าย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ และดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายทางธุรกิจติดไม้ติดมือออกไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจยุคนี้

ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญที่วิกรมใช้เพื่อรักษา ความมั่นคงและความอยู่รอดของบริษัทลูก ก็คือ การร่วมทุน (joint venture) กับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ

ระบบการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างเถ้าแก่น้อยกับเถ้าแก่ใหญ่อย่างวิกรม จะถูกตกลงกันไว้ก่อนว่ากำไรจากการดำเนินงานกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้องแบ่งให้บริษัทแม่ และหากบริษัทดำเนินไปด้วยดี ภายใน 3-5 ปี เถ้าแก่น้อยอาจจะเข้าไปขอซื้อหุ้นจากบริษัทแม่ฯ ไปถือครองไว้เองก็ยังได้ ในราคาขายที่เป็นเงินต้นบวกดอกเบี้ย

ด้วยระบบ "เถ้าแก่ของเถ้าแก่" ที่มีบริษัทแม่เป็นผู้ลงเงิน ส่วนเถ้าแก่น้อยก็ลงแรงงาน ลงพลังสมอง ลงจิตวิญญาณความเป็นเจ้าของ ระบบเช่นนี้จึงย่อมเป็นการจูงใจให้เถ้าแก่น้อยทำงานหนักขึ้น ระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รักและหวงแหนบริษัทในภาพรวมมากขึ้น (ราวกับบริษัทของตนเองจริงๆ) ได้โดยอัตโนมัติ

"เราทำอย่างนี้ได้เพราะเราทำมานานแล้ว รู้ว่ากำลังจะให้ใครไปเป็นเถ้าแก่บริษัทอะไร หลับตาก็นึกออกว่าคนนี้ทำงานมานาน คนนี้ทำงานมาเยอะ" ทั้งนี้ในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้า จะมีพนักงานเลือดอมตะเข้มข้นจำนวน หนึ่งจากทั้งสิ้น 80 กว่าคน ที่ได้รับเลือกให้ออกไปเป็นสัมผัสชีวิตการเป็นเถ้าแก่

"เราควรปล่อยให้คนอื่นได้โต เพราะอะไร เพราะพวกเขานี่แหละที่ทำให้ผมไม่ต้องทำงาน มานั่งเล่นนอนเล่นที่เขาใหญ่ได้อย่างวันนี้ แต่ก็ยังมีรายได้วันละเกือบล้านบาทจาก เงินปันผล...ถ้าไม่ช่วยเขาแล้วจะไปช่วยใคร ถ้าไม่เชื่อมั่นพวกเขาแล้วจะเชื่อใครที่ไหน"

แม้ปากจะพร่ำบอกว่า เขาสามารถถอยออกไปทำในสิ่งที่รักและอยากทำ คือ การเขียนหนังสือได้อย่างไม่ต้อง "ห่วงหน้าพะวงหลัง" เพราะเชื่อว่าด้วยระบบแรงจูงใจที่วางไว้จะทำให้ทุกคนในองค์กรร่วมรักษา พัฒนา และปกป้องผลประโยชน์ขององค์กรอมตะเป็นอย่างดี

แม้จะพาตัวเองออกไปอยู่ห่างจากบริษัทไกลกว่า 200 กิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกน้องของวิกรมจะทำงานได้โดยปราศจากแรงกดดันจากการควบคุม

เพราะอานุภาพเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย วิกรมสามารถตรวจสอบการดำเนินงาน และติดตามราคาหุ้นของอมตะ รวมถึงข่าวคราวต่างๆ ของบริษัทผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้แบบเรียล ไทม์ แม้จะอยู่ท่ามกลางป่าเขา และถ้าหากวันไหน ตัวเลขบนหน้าจอทำให้ไม่สบอารมณ์ เขาก็ยังต่อสายตรงผ่านโทรศัพท์มือถือจากเขาใหญ่ไปถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้ทันที

นอกจากนี้วิกรมยังมีระบบ Balance & Checking โดยมีทีมงานที่เขาเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือน "เกสตาโป" คอย "ถือค้อนอาญาสิทธิ์" จากวิกรม ทำหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและเถ้าแก่น้อยให้ได้ยอดตามเป้าและลดต้นทุนให้ได้ตามแผน

...เข้าทำนอง ยิ่งอยู่ห่าง ระบบควบคุม ยิ่งต้องแน่นหนา

เมื่อถามว่าผู้บริหารที่ดี หรือผู้จัดการที่ดีควรจะต้องมีหลักการอย่างไร คำตอบของวิกรมนั้นช่างสั้นและง่าย นั่นคือ "ทำ (งาน) น้อยลง ได้ (กำไร) มากขึ้น" ตัวเลขกำไรพันกว่าล้านบาทของปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับชั่วโมงการทำงานของเขาที่น้อยลงหลายเท่าตัว จากอดีตที่เคยทำงานวันละ 14-16 ชั่วโมง (แต่กำไรต่ำกว่ามาก) วันนี้เหลือเพียง 1-2 วันใน 2 สัปดาห์...ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมทำให้วิกรมรู้สึกพอใจในบทบาท CEO ของตัวเอง

แต่ความคาดหวังสูงสุดของวิกรม ณ วันนี้ คือความต้องการให้องค์กรสามารถยืนหยัด ดำเนินงานด้วย "ระบบ" มากกว่าการพึ่งพา "คนใดคนหนึ่ง"

"ผมสร้างอมตะมาแล้วเกือบ 20 ปี ก็พอแล้วสำหรับผม ตอนนี้สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องมาแยกให้เป็นรูปองค์กรที่ไม่ผูกติดกับตัวบุคคล ถ้าคนคิดว่า อมตะคือวิกรม วิกรมคืออมตะ บริษัทอย่างนี้ก็เตรียมตัวตาย ฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการก็คือ อมตะต้องเป็นอมตะ ต้องไม่ผูกติดกับบุคคล ทุกคนต้องร่วมกันสร้างระบบและระเบียบ คนมาใหม่ก็ต้องทำตามระบบและระเบียบนั้น นี่ต่างหากคือ Art of Management แบบมืออาชีพจริงๆ"

และนี่ก็คือเหตุผลหลักของความพยายามถอยห่างออกไปทีละน้อยของวิกรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่การรับรู้ของสาธารณชนและการปล่อยให้ลูกน้องได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ รวมถึงระบบแบ่งผลประโยชน์แบบเถ้าแก่น้อย โดยมีเขาเป็นเพียงที่ปรึกษาและ "ถังไอเดีย"

แน่นอนว่าองค์กรที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องเป็นองค์กรที่อยู่ตัวมาแล้วระดับหนึ่ง มีระบบและเครื่องมือตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานที่ดี และมีพนักงานที่ทั้งเก่ง มีความสามารถ และที่สำคัญมากสำหรับวิกรม ก็คือ ต้องมีจิตวิญญาณแห่งความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ...นี่เองเป็นเหตุผลที่วิกรมต้องเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเลือกพนักงานใหม่ทุกครั้งทุกตำแหน่ง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศไทยอยู่ที่ราว 7.1 ล้านล้านบาท วิกรมเคลมว่า เฉพาะที่ผลิตจากโรงงานภายในนิคมฯ อมตะทั้ง 2 แห่งในประเทศไทย กินสัดส่วนไปแล้วถึง 5% หรือ 3.5 แสนล้านบาท เขาวางเป้าให้พนักงานอมตะว่าภายในปี 2553 เขาน่าจะได้สัก 1 ล้านล้านบาท หรือกว่า 10% ของ GDP ของทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ

"วันนี้ GDP ของเรา 7.1 ล้านล้านบาท เราเอามาแค่ 1 ล้านล้านบาทก็พอ ไม่โลภมากหรอก (หัวเราะเสียงดัง) ช่วงนี้ผมก็คอยบอกเขาว่า อีกหน่อยสนามบินมาอยู่ใกล้บ้านเราก็ควรได้มากกว่า 100 โรง เพราะขนาดยังไม่มา เรายังขายได้ปีละเกือบ 100 โรง ตอนนี้มีเกือบ 600 โรงในนิคมของเราอีก 4 ปี ถ้าไม่ได้ 1,000 โรง พวกคุณก็คงต้องไปเชือดตัวเอง (หัวเราะ)"

อาจดูเป็นเรื่องโหดร้าย แต่สำหรับวิกรมเป้าหมายคือเข็มทิศ แรงจูงใจเป็นน้ำมัน และความฮึกเหิมก็เป็นเหมือนไฟที่คอยผลักดัน ซึ่งแนวคิดปลุกใจเช่นนี้ที่ให้กำลังใจเขาทุกครั้งในการ "ล่าความฝัน" (อ่านรายละเอียดใน "I'm A Dreamer") อันมากมายของเขา โดยที่ผ่านมากว่า 90% ของความฝัน เขาสามารถทำได้สำเร็จ และครั้งนี้เขาก็เชื่อเช่นนั้น

"วันนี้จริงๆ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย... แค่เป็นคนกำหนดเป้า วางนโยบายสร้างแรงจูงใจ และก็คอยบีบคอพวกพนักงานอีก นิดๆ หน่อยๆ" วิกรมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีด้วยแววตาเปี่ยมความสุข

"ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ "ฝัน" ไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์"

วิกรมเขียนไว้ในหนังสือ "มองโลกแบบวิกรม"

ตลอดการสัมภาษณ์กับ "ผู้จัดการ" 2 ครั้ง ร่วม 6 ชั่วโมง วิกรมจะพูดบ่อยครั้งว่าเขาเป็นคนชอบฝัน เล่าร่วมกับตัวอย่างประสบการณ์การล่าฝันของเขาหลายต่อหลายครั้ง สะท้อนตัวตนความเป็น "นักฝัน" ของเขาอย่างแท้จริง

ในวัยเด็กเขาใฝ่ฝันอยากจะมีอาณาจักรส่วนตัว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจะมีอิสระและทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ทั้งที่ช่วงเวลานั้นเขายังไม่เคยมีแม้ห้องส่วนตัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กลัวที่จะฝัน จาก "บ้านไม้ไผ่ หลังคาใบสน" ที่เขาสร้างขึ้น เองในวัยเด็ก วันนี้กลายเป็นอาณาจักร "อมตะนคร" เมืองที่สมบูรณ์แบบ ที่มีประชากรร่วม 1.4 แสนคน และครั้งหนึ่งเกือบถูกยกให้เป็นอำเภอขึ้นมาเลยทีเดียว

"ถ้าคุณจะฝัน มันต้องมี 2 อย่างคือ มีความอยาก และมีเหตุมีผล แค่ 2 สิ่งนี้ต้องยึดถือไว้เลย การฝันถึงสิ่งที่อยากทำและมีเหตุมีผล เท่านี้เองความฝันก็ย่อมจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้" วิกรมให้เคล็ด (ไม่) ลับการเป็น "นักฝัน" ที่ประสบความสำเร็จเช่นเขา ก่อนจะบอกว่าสิ่งที่เขาฝันมาชั่วชีวิต 90% ทำได้หมดแล้ว เพราะสิ่งที่เขาฝันล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำและมีเหตุมีผล

ครั้งหนึ่งสมัยที่วิกรมอายุเพียง 10 ขวบ เมื่อเขาได้ดูหนัง "633 เที่ยวบินมัจจุราช" ความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักบินโฉบเฉี่ยวก็เกิดขึ้นในทันที หลังจากเรียบจบ ม.3 เขาพยายามตามรอยความฝันนั้น แต่พ่อไม่สนับสนุน ความฝันของเขาจึงถูกฝังไว้ในใจ จนวันหนึ่งที่เขาเห็นเครื่องบิน F-16 ในโทรทัศน์

เมื่อความฝันผุดขึ้นมาอีกครั้ง วิกรมก็พยายามทำตามฝันอีกครั้ง จนปี 2546 เขาไปทดลองขับเครื่องบินเจ็ตที่เร็วที่สุดในโลก MIG-25 ที่กรุงมอสโคว์ รัสเซีย ประสบการณ์แปลกใหม่อันเกิดจากรากฐานความฝันจึงเกิดขึ้น นั่นก็คือเขาได้เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ขับเครื่องบินที่เร็วที่สุดในโลก เร็วกว่าเสียงถึง 3 เท่า

"ผมดีใจและภูมิใจมากกับการตัดสินใจตามความฝันก่อนที่ตัวเองจะอายุมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นสังขารอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักเตือนตัวเองเสมอว่า ถ้าอยากทำอะไรก็ให้รีบทำถ้าพอทำได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วไม่หวนกลับ"

วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้ช่วยตรวจทานต้นฉบับ "มองโลกอย่างวิกรม" เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับความเป็นนักฝันของวิกรมว่า "เขาเป็นนักฝันที่ยิ่งใหญ่ หลายฝันเป็นความฝันที่คนอื่นไม่คิดถึงกัน แต่เขาก็กล้าฝัน และกล้าที่จะตามล่าฝัน ถึงแม้ว่าคนจะมองว่าเพี้ยน หรือความฝันนั้นแพงลิบลิ่ว"

"บ้าน" เป็นอีกความฝันอันแรงกล้าที่วิกรมปรารถนาจะสร้างขึ้นให้เป็น "สวรรค์ที่บ้าน" อันเป็นที่รวมตัวของแม่และน้องๆ รวมทั้งเป็นสถานที่ที่เขาจะได้อยู่อย่างสัมผัสธรรมชาติ ความสงบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังจิตใจของเขามาตั้งแต่สมัยเด็ก

บ้าน 2 หลังที่วิกรมกำลังสร้างขึ้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ "อมตะนคร" ที่ชลบุรี อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์แห่งจินตนาการของเขาที่ตกผลึกมาจากความฝันในอดีต และการวางแผนในอนาคตได้เป็นอย่างดี ถึงจะดูบ้าบิ่นมากจนเขาเองก็ออกปากว่า "ผมเป็นนักเพ้อฝัน อย่างบ้านที่กำลังสร้างของผมก็ฝันแบบวายป่วงเลยทีเดียว"...ประหลาดมากแค่ไหน ก็ลองจินตนาการตาม

พื้นที่ติดแนวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ร่วม 150 ไร่ ล้อมรอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่และต้นไม้เขียวขจี พื้นที่ 10 ไร่ที่อยู่ส่วนกลางถูกขุดเป็นทะเลสาบ บ้าน 2 ชั้น ขนาด 9.9x9.9 เมตร ตั้งอยู่ในทะเลสาบ ชั้นล่างเป็นกระจกแก้วอะคริลิกหนากันน้ำ เจ้าของบ้านตั้งใจไว้หลบเสียงดัง พร้อมกับปล่อยใจไปกับการดูปลา กิจกรรมโปรดของเขาทุกครั้งยามต้องการพักผ่อน แต่ครั้งนี้คนดูปลากลับเป็นผู้ถูกกักบริเวณ หาใช่ปลา

ชั้นบนเป็นส่วนของห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องทำงานขนาดย่อม หลังคาโดมเป็นหน้าบันสูงสไตล์หลวงพระบาง ประดับด้วยเซรามิกคล้ายวัดอรุณฯ แต่เป็นรูปสิงสาราสัตว์ที่เจ้าของบ้านเคยเลี้ยงไว้ เช่น ช้าง หมี เสือ กวาง ฯลฯ

ข้างบ้านมีแพผูกไว้ 2 หลัง สำหรับรับแขก ถัดไปบนเนินเขามีถ้ำประดิษฐ์จากท่อระบายน้ำเสีย กทม. กว้าง 5 เมตร ลึก 10 เมตร วางนอนถมด้วยดินสูงขึ้นไปอีกจนเป็นภูเขา หน้าถ้ำล้อมด้วยหิน มีห้องน้ำ ห้องรับแขก และมีท้องฟ้าจำลองในถ้ำ ด้านหน้าถ้ำหันเข้าหาภูเขา ด้านข้างหันให้ถนน เพื่อความสงบและความมืด สิ่งที่วิกรมพิสมัยเพราะช่วยกระตุ้นจินตนาการและความฝันของเขาได้ดี

วิกรมตั้งใจตั้งชื่อหมู่บ้านที่จะมีเพียงไม่กี่หลังในที่ดินผืนนี้ว่า "ศานติสงบ"

แต่ทว่าบางสิ่งที่เขาคงไม่ลืมใส่เข้าไปในบ้านหลังใหม่เป็นแน่ ถึงแม้อาจจะดูแปลกปลอมไปบ้าง นั่นก็คือ คอมพิวเตอร์ พร้อมระบบสื่อสารไร้สายที่ทันสมัยที่สุด และโทรทัศน์จอยักษ์

สำหรับบ้านที่กำลังจะสร้างในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร มีชื่ออย่างหรูหราสมความอลังการว่า "Amata Castle" เฉพาะแค่ค่าออกแบบก็ปาเข้าไป 30 กว่าล้านบาท วิกรมประมาณว่า ค่าก่อสร้างคงบานปลายไปถึงหลายพันล้านบาท แต่หลังจากดีดลูกคิดในหัวแล้ว เขาเชื่อว่าคุ้มค่า "อันนี้จะต้องกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประวัติศาสตร์ไทย คุณเห็นแล้วจะบอกว่าผมบ้า"

บนพื้นที่ 900 ไร่ เนื้อที่ส่วนหนึ่งถูกเนรมิตเป็นส่วนของปราสาทอมตะหน้ากว้าง 100 กว่าเมตร ขนาดใหญ่กว่าคลับเฮาส์ 3-4 เท่า ปราสาทหินทรายฝังบรอนซ์หลังใหญ่นี้จะอยู่ติดอ่างน้ำใหญ่ขนาดทะเลสาบ หลังคามีทั้งทรงจั่วแบบไทย ลาว พม่า หรือหลังคาโดมแบบแขก มีเสาสี่หน้าสไตล์ขอมถูกปั้นเป็นรูปปู่ทวด ย่าทวด ปู่ และย่าของวิกรม มีทั้งสเตเดียมแบบกรีกโรมัน และห้องบอลรูมจุคนได้หลายร้อยคน สวนตกแต่งเป็นป่าหิมพานต์

ขณะที่ชั้นบนเป็นพื้นที่อาศัยของคนตระกูลกรมดิษฐ์ชั้นล่างเปิดเป็นหอศิลป์จัดโชว์ภาพเขียนของศิลปินใหญ่ของเมืองไทย เพื่อเป็นสื่อกลางประสานงานระหว่างผู้ซื้อกับเจ้าของผลงาน และยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของสะสมโบราณและของใช้ส่วนตัวที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อวิกรม

"ผมกำหนดให้เอาวันเดือนปีเกิดของผมมาคิดเป็นสัดส่วนในการออกแบบที่นี่ และจะมีอยู่หลุมหนึ่งที่เป็นจุดที่เส้นทุกเส้นมาชนกันหมด ณ ตำแหน่งนี้ตอนเที่ยงวันของวันที่ 17 เดือนมีนาคม ซึ่งเป็นวันเกิดผม จะเกิดลำแสงเป็นเส้นเดียวกันออกมา อย่างนี้มันส์ดีไหม"

บริเวณทางเข้าบ้าน ทำเป็น "สุสาน" มีรูปปั้นปู่ย่าตาทวดตระกูลกรมดิษฐ์มานั่งเรียงกันตาม family tree ราวกับงานสมาคมคนในตระกูล ไม่เฉพาะคนตายที่มีหลุม คนเป็นก็จะมีหลุมเตรียมไว้ให้แล้ว หากใครชอบพันธุ์ไม้อะไรจะได้หาเอาไปปลูก และเป็นกุศโลบายในการเตรียมตัวตายของคนเป็น สมกับคำที่วิกรมพูดบ่อยๆ ว่า มนุษย์เราเกิดมาจากศูนย์ และกำลังจะเดินกลับไปสู่ศูนย์กันทุกคน"

วิกรมไม่เพียงเตรียมพื้นที่ทำสุสานสำหรับครอบครัว แต่เขายังเผื่อแผ่ไปถึงพนักงานในนิคมฯ ด้วย...

"ตอนนี้เรามีหมู่บ้านหนึ่งที่ผมขายให้ลูกน้องอยู่ในราคาถูก ที่ดินริมสนามกอล์ฟจากราคาวาละ 4 หมื่นบาทขึ้นไป ผมขายพวกเขา 8-9 พันบาท พอตายผมก็เตรียมเกาะไว้เกาะหนึ่งในนิคมฯ ไว้สำหรับฝังกระดูกพนักงาน เขาจะได้ไม่ต้องอดเวลาตายไปแล้ว เพราะเราจะมีพนักงานมาไหว้เสมอ อันนี้เรียกว่า Amata Service Forever... มี CEO คนไหนดูแลลูกน้องขนาดตายแล้วก็ยังดูแลไหม (หัวเราะ)"

อาจจะดูน่าขบขันหรือเป็นเรื่องตลกไร้สาระ แต่วิกรมยืนยันว่า นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เขาจะทำขึ้นในอาณาจักรของเขา... และยังบอกด้วยว่าเขามีความฝันมันๆ อย่างนี้อีกเยอะ ซึ่งจะถูกเรียบเรียงอยู่ในหนังสือเล่มที่ชื่อ "คนล่าฝัน" ที่จะมาเปิดเผยว่า เขามีความฝันอะไรบ้างและยังมีฝันอะไรในส่วนที่เหลือของชีวิต

นี่เป็นเพียงความฝันบางส่วนของวิกรม ตลอดชั่วชีวิต "นักฝัน" อย่างวิกรม เขาเชื่อว่าเขาไม่เสียชาติเกิดแล้วที่ชีวิตหนึ่งเขาได้ล่าฝันของตนเองได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเมืองชื่อ "อมตะ" การสร้างบ้านชื่อ "อมตะ คาสเซิล" การสร้างเวทีให้กับวงการศิลปะภายใต้ชื่อ "มูลนิธิอมตะ" หรือการสร้างสุสานให้ตระกูล ฯลฯ

"คนอาจจะหาว่าผมเป็นโรคจิต แต่ผมคิดว่าคนที่มองผมอย่างนั้นไม่ปกติ เพราะเขามองคนปกติไม่ปกติ ผมคิดว่าผมปกติ เพราะผมไม่ได้ฝันอะไรไร้สาระ ผมฝันอยู่บนข้อเท็จจริง และเป็นฝันที่มีประโยชน์กับคนอื่นด้วย ถ้าถามว่าผมเป็นมืออาชีพทางด้านไหน ผมคงนิยามตัวเองว่า "นักฝันมืออาชีพ"

ที่พักของเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับที่ 29 ของเมืองไทย คุณคิดว่าจะโอ่โถงเพียงไหน... บ้านหินอ่อน โซฟาหลุยส์ แชนเดอเลียหรูจากอิตาลี โฮมเธียเตอร์ครบชุด ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองโบราณ จากุซซี่ขนาดยักษ์ ห้องฟิตเนสครบวงจร...ที่กล่าวมาไม่มีสักอย่าง ณ บ้านพักของวิกรมที่เขาใหญ่

สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สองข้างทางเขียวไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าสลับวิวเนินเขา

จากทางเข้าเล็กๆ เรือนแพสองหลังกลางบึงบัว ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาเขียว หลังที่เล็กกว่าคือ บ้านพักของวิกรม กรมดิษฐ์

ชายร่างสูงวัย 54 ปี ที่ออกมาต้อนรับในเสื้อผ้าฝ้ายสีเปลือกไข่ นุ่งโสร่งสีดำสนิท ที่มาพร้อมกับรองเท้าแตะยางสีฟ้า และผ้าขาวม้าที่พาดคอ ออกมายิ้มแย้มทักทายแขกผู้มาเยือน เขาก็คือ CEO แห่งอมตะ ที่มีรายได้จากเงินปันผลอย่างเดียววันละเกือบหนึ่งล้านบาท

"ผ้าขาวม้านี่ดีนะ ใช้กันฝน กันหนาว กันแดด ปัดยุง คาดเอว ปูนอน ห่อของ ใส่แทนกางเกง ฯลฯ ซิมเปิ้ล (simple) จะตาย นี่แหละชีวิตที่เป็นรากเหง้าที่มาของต้นกำเนิด ความเป็นมนุษย์" วิกรมเริ่มต้นบรรยายถึงเสน่ห์แห่งความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ผ้าขาวม้า เสื้อผ้า ไปยังบ้านพักของเขา

การแต่งตัวและสิ่งแวดล้อมในชีวิตที่ดูเรียบง่าย แทบจะลบภาพเพลย์บอยของวิกรมออกไปได้หมด

"ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเสื้อผ้า แต่รู้จักแต่งตัว การแต่งตัวของผมจะง่ายๆ แต่เป็นเอกลักษณ์ ตอนนี้ชุดที่ผมชอบสุดคือจีวรพระ โปร่งเบาสบาย การระบายอากาศดีที่สุดเลย ใส่กันมากว่า 2,500 ปี เป็นภูมิปัญญาที่ผมชอบมาก คลาสสิกที่สุด เพียงแต่เราต้องใช้สีอีกแบบ ตอนนี้ผมให้ เขาทำไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ใส่"

วิกรมซื้อที่ดินติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (ซึ่งอยู่แปลงใกล้กัน) สำหรับปลูกบ้านที่เขาใหญ่เมื่อต้นปีนี้ หลังจากตกหลุมรัก ผืนป่าเขาใหญ่มาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน จนเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เขาจึงติดต่อขอผูกแพอยู่ในที่ดินของเพื่อน และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นี่

ห้องนอนขนาดย่อม เปิดรับลมถึง 3 ด้าน ทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ ภายในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง ที่ดูจะมีราคาที่สุดก็คือคอมพิวเตอร์ที่วิกรมใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช็กข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญคือเช็กราคาหุ้น โดยอาศัยจานดาวเทียม IP Star จากแพข้างๆ

ในวันปกติของวิกรม นอกจากเวลากินข้าว เขาแทบจะไม่ได้พูดคุยและพบปะใคร เขาใช้เวลาเขียนต้นฉบับวันหนึ่งกว่า 10 ชั่วโมง บนแพหลังน้อยนี้มีเพียงกระดาษ A4 ยี่ห้อ "For Vikrom Kromadit Only" ซึ่งทำขึ้นมาพิเศษเพื่อเขา และหน้าจอหุ้นระบบเรียลไทม์ เป็นเพื่อนสนิท

"ตอนนี้ผมเป็นคนไม่มีเวลาทำงาน เอาความสบายใจของตัวเองเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอารมณ์ก็นอนฟัง Ray Charles บ้าง Mozart บ้าง จนกว่าจะมีอารมณ์" วิกรมคงเข้าถึงขั้นอารมณ์ศิลปินแล้วจริงๆ

โดยทั่วไปกิจวัตรประจำวันของ CEO คนนี้จะเริ่มตอนตี 1-2 ลุกขึ้นนั่งสงบจิตสงบใจ ครึ่งชั่วโมงพอให้ความรู้สึกตกผลึก แล้วจึงเริ่มเขียนต้นฉบับสำหรับหนังสืออัตชีวประวัติทั้ง 4 ซีรีส์ของเขา ซึ่งเขียนไปแล้วร่วม 5 พันหน้า จากทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นหน้า พอเวลา 7.00 น. ฟังข่าววิทยุจน 9.00 น. จึงลุกขึ้นมา ขีดเขียนอีกครั้ง แต่หากวันไหนต้องจัดรายการ CEO Vision เขาจะใช้โทรศัพท์มือถือออกอากาศจากแพแห่งนี้ พอเที่ยงก็กินข้าวไปดูทีวี ไปที่แพข้างๆ พอบ่ายก็กลับมานอนพัก ก่อนจะลุกขึ้นมาเขียนต่อ

แดดร่มลมตกเขามักจะออกไปเดินจ๊อกกิ้งโดยมีถนนเลียบอุทยานเป็นลู่วิ่ง แทนสายพานบนเครื่องออกกำลัง กลับมาก็พักผ่อนนอนดื่มไวน์บนเตียงพับที่แพ ฟังเสียงนกเสียงลม ชมท้องฟ้าและภูเขา มองแผ่นน้ำ ปล่อยจินตนาการให้ไหลเรื่อยๆ ตามสายน้ำ หลายไอเดียเจ๋งๆ ก็เกิดขึ้นชั่วขณะนี้ ซึ่งผลงานชิ้นเอกก็เช่น อมตะ คาสเซิล และระบบแบ่งผลกำไรที่ใช้ในการบริหารบริษัทอมตะ และมูลนิธิฯ

พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดเข้าครอบคลุม เป็นเครื่องบอกว่าถึงเวลาพัก โดยไม่ต้องมีนาฬิกาผูกมัดที่ข้อมือ วิกรมจะนั่งสมาธิเพื่อความสงบทางใจ และผ่อนคลายสมอง เป็นการให้รางวัลกับตัวเองสำหรับผลงานวันนั้น พอ 2 ทุ่มก็ไปกินข้าว ดูรายการข่าว ดูมวยปล้ำ ซึ่งเป็นรายการโปรด ก่อนจะกลับมานอน

สิ่งแปลกปลอมที่มีราคาแพงที่สุดในชีวิตที่เขาใหญ่ของวิกรม เห็นจะเป็นพาเหรดรถราคาแพง ซึ่งเป็น "passion" ที่เขายังผูกติดอยู่ ลัมโบกินีสีดำราคา 30 กว่าล้าน กับรถมอเตอร์ไซค์ BMW GS Dakka ราคาครึ่งล้าน จอดคู่กันอยู่หน้าทางเดินก่อนลงแพ นอกจากนี้ ยังมี Harley Davidson Damler เฟอร์รารี่ พอร์ช โรลสรอยซ์ แฟนทอม ไฟว์ ฯลฯ ที่ กำลังจะตามมาจอด ณ บ้านหลังใหม่ที่เขาใหญ่ในแปลงถัดไป โดยวิกรมตั้งงบไว้สำหรับรถแสนรักเหล่านี้ถึง 100 ล้านบาท

"มีคนมองว่าผมไม่ปกติ แต่ผมว่าผมเป็นคนปกติ เพราะกำเนิดของมนุษย์คือธรรมชาติ ผมกำลัง back to the nature แต่คนที่มองผมไม่ปกติเพราะเขาถูกสิ่งแวดล้อมที่เป็นป่าคอนกรีต ถูกสังคมพาไป จึงไม่คุ้นเคยกับธรรมชาติ ไม่คุ้นเคยกับชีวิต simple ที่ไม่ต้องแอบแฝง ไม่ต้องตีไข่ใส่สีอย่างนี้"

วิกรมพูดด้วยน้ำเสียงสงสารบรรดามนุษยชาติส่วนใหญ่ที่ยังต้องวิ่งวุ่นเวียนวนอยู่กับโลกที่กำลังถูก "สังคม" ปั่นหัว และเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมด้วยเข็มนาฬิกา

"จริงๆ มนุษย์เรา ถ้ารู้และเห็นตัวเอง ก็จะรู้ว่าตัวเราเป็นอะไร ต้องการอะไร และจะเข้าใจว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคืออะไร ต้องการอะไร แล้วจะไม่ผูกติด ไม่มีมารยา ไม่มีอารมณ์ ไม่มีกิเลส ซึ่งที่นี่ก็คือภาคตัวตน ที่แท้จริงของผม"

ในทางธุรกิจหลังจากโอนหุ้นในอมตะทั้งหมดที่มีให้กับมูลนิธิอมตะ วิกรมตั้งใจว่าจะใช้เวลาสักพักใหญ่เพื่อเตรียมตัวลาออกจากการเป็น CEO ของอมตะ และไม่ผูกติดกับเศรษฐกิจอีกต่อไป เพื่อใช้ชีวิตแบบที่ต้องการทำอะไรก็ได้ไม่ต้องกังวล ปลอดพันธนาการทางสังคมที่ผูกไว้ เมื่อนั้นเราอาจจะได้เห็นชายสูงวัยในชุดจีวรพระสีขาวพร้อมผ้าขาวม้า ขับเฟอร์รารี่ไปนั่งกินข้าวที่โอเรียนเต็ลก็ได้

"ผมมีเอกลักษณ์อย่างนี้เพื่อเป็นกลอุบายที่ไม่ต้องถูกสังคมผูกมัด พอวันหนึ่งเมื่อสังคมไม่ต้องการผมอีกแล้ว ก็ถือว่าเราอิสระทั้งความคิด สิ่งแวดล้อม การแต่งกาย และสังคม ไม่เกินอีก 2-3 ปีก็คงจะเป็นภาพนั้น" วิกรมบรรยายความฝันถึงชีวิตหลัง "ช่วงดักแด้" ได้อย่างเห็นภาพ

จากลูกที่เคยเกือบจะยิงพ่อ จากเพลย์บอยหาตัวจับยาก วันนี้ภาพลักษณ์ใหม่ในสังคมของวิกรมคือ นักบริหารผู้มีวิสัยทัศน์ที่มักได้รับเชิญให้แสดง "วิชั่น" ผ่านสื่อหลายแขนง และนักบุญผู้คอยสนับสนุนผู้ด้อยโอกาส

ภาพหลังจะยิ่งชัดเจนขึ้นมาก เมื่อจู่ๆ เขาก็ประกาศว่าจะยกหุ้นของอมตะที่ถืออยู่ในนามของเขาทั้งหมดมูลค่าร่วม 5 พันล้านบาท ให้กับมูลนิธิอมตะเมื่อถึงวันเกิดของเขาในปีหน้า

หากมอง "วิกรม" เป็นแบรนด์ ภาพลักษณ์ที่สังคมยอมรับในวันนี้ย่อมต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนในการสร้างขึ้นมา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นมาอย่างไร

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว "มูลนิธิอมตะ" ก่อตั้งขึ้นโดยมีวิกรมเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิ ด้วยทุนส่วนตัวตั้งต้นที่ 200,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งมูลนิธิ พร้อมกับที่ดินใน "อมตะนคร" ที่ชลบุรี โดยมีคำขวัญว่า "ผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน" ซึ่งหมายรวมถึงผู้ก่อตั้งด้วย (รายละเอียดอ่าน "มูลนิธิอมตะ : Profit Organization")

เนื่องจากทำเลของมูลนิธิฯ ที่ตั้งอยู่ในนิคมฯ ที่ชลบุรี และเนื้อหาส่วนหนึ่งยังมุ่งเน้นกิจกรรมภายในนิคม เช่น การสร้างสถานศึกษา การให้ทุนการศึกษาเด็กในนิคม เป็นต้น ประกอบกับยังขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ชื่อมูลนิธิจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กระทั่งมีโครงการ ประกวดศิลปกรรม ชื่อ "อมตะ อาร์ต อวอร์ด" ในปี 2547 ซึ่งเป็นกิจกรรมของศิลปินทุกกลุ่ม ทุกระดับอายุ ทั่วประเทศ และที่เรียกความสนใจได้ดีก็คือ เงินรางวัลเรือนล้าน (ซึ่งมีไม่กี่เวทีประกวดในแวดวงศิลปะที่แรงจูงใจสูงขนาดนี้)

นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังมีโครงการ "อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด" เพื่อสนับสนุนนักเขียนอาวุโส ที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า และให้ทุนการศึกษาและทุนวิจัยภายใต้ชื่อโครงการ "อมตะ จีเนียส อวอร์ด"

การควักกระเป๋าส่วนตัวร่วม 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ในมูลนิธิฯ ไม่เพียงทำให้ภาพ "ผู้เสียสละ" ของวิกรมชัดเจน ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสร้างภาพความเป็นผู้เข้าใจหรือผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นๆ ของเขาให้โดดเด่นขึ้นมา เช่น

ในงานเปิดนิทรรศการอมตะ "อาร์ต อวอร์ด สัญจร 2548" ชวน หลีกภัย ประธานในพิธี ได้กล่าวไว้ว่า "ในวงการของนักธุรกิจไทยบ้านเรา มักมองศิลปะเป็นเพียงเครื่องประดับ เพียงเพื่อ แสดงว่ามีเงินจะซื้อศิลปะชิ้นนั้น แต่คนที่จะเข้าใจลึกซึ้งถึงศิลปะถึงขั้นสนับสนุนเช่นนี้มีไม่มากนัก ใครที่เข้าใจ มีความรัก มีจิตใจ มีสายตาที่มีสุนทรียภาพ ผมเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตท่านมีคุณค่า"

หลังจากนั้นในปี 2547 ภาพ "ผู้ชำระบาป" ที่มาพร้อมกับภาพ "ผู้บูชายัญชีวิตตัวเอง" ที่วิกรมสร้างขึ้นพร้อมกับการออกหนังสือที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ภายใต้ชื่อ "ผมจะเป็นคนดี" กลายเป็นที่ฮือฮา โดยมีผู้ช่วยตรวจทานต้นฉบับเป็นถึงนักเขียนใหญ่ "ประภัสสร เสวิกุล" หนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการ "อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด" และมีมูลนิธิ อมตะเป็นผู้จัดพิมพ์และจัดการเผยแพร่ออกสู่ตลาด ก่อนครบรอบ 52 ปี เพียง 3 วัน

เมื่อถามว่าต้องการสื่อสารอะไรกับสังคม สิ่งที่วิกรมตอบก็คือ "ความถูกต้อง ความมีเหตุและผลของสังคม เพราะว่าสังคมเราเป็นสังคมกึ่งๆ อีแอบ สิ่งที่เราไม่อยากจะบอกใครเก็บไว้ที่บ้านเพราะอาย ผมอยากให้เปิดเผยแล้วนำไปสู่การปรับปรุง และอยากจะสื่อว่าผมมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ก็พยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปได้"

แม้ภาพที่วิกรมขายคือความเป็นนักสู้ที่ดิ้นรนเพื่อความถูกต้องและความสำเร็จ แต่สิ่งที่รายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ซื้อต่างก็เป็นประเด็นเดียวกันคือ "นักธุรกิจเจ้าของอมตะนคร ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เคยเกือบจะยิงพ่อของตัวเอง"

"มีผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ไหนบ้างในประเทศไทยที่จะมาเขียนเล่าว่าเคยจะเอาปืนไปยิงพ่อตัวเอง ไม่มีหรอก พอหนังสือออกมาหุ้นร่วงเลย เห็นผลทันตา (หัวเราะ) เพราะอะไร อย่างเหรียญมี 2 ด้าน คนไทยชอบเอาด้านหัวออก หมกด้านก้อยไว้ที่บ้าน แต่ผมนี่เปิดหมดทั้ง 2 ด้าน"

ช่วงแรกๆ อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" มียอดแจกพอๆ หรือมากกว่ายอดขาย เนื่องจากมูลนิธิฯ ได้ทำตามเจตนารมณ์ของวิกรมในการเผยแพร่จัดส่งหนังสือเล่มนี้ไปยังเรือนจำ ห้องสมุดในสถานศึกษา และห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ โดยจะครบทุกห้องสมุดก่อนครึ่งปีหน้า ซึ่งตั้ง งบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวถึง 100 ล้านบาท

"ผมทำหนังสือเล่มนั้นเป้าหมายเพื่อทำให้นักโทษ เมืองไทยมีนักโทษแสนกว่าคน ผมมอบให้เขาไป 3 หมื่นเล่ม เพื่ออะไร "ผมจะเป็นคนดี" นักโทษ ที่เข้าคุกก็บำบัดได้แค่เรื่องร่างกาย แต่จิตใจไม่ได้บำบัด อันนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของผมเพราะผมถือว่านักโทษคือภาระของสังคม อีกอันคือเด็ก ผมให้กระทรวงศึกษาฯ ไป 7 หมื่นเล่ม เพราะเด็กคืออนาคตของเรา นั่นก็คือจัดการกับปัญหาและดูแลอนาคต"

อานิสงส์ของการโปรโมตด้วยวิธีการต่างๆ "ผมจะเป็นคนดี" ต้องพิมพ์ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 7 หมื่นเล่ม

เรื่องราวในมุมส่วนตัวเป็นที่รู้จักผ่านสื่อเพียงไม่นาน วิกรมก็ได้รับบทบาทใหม่ทางสังคม คือ การเป็นนักจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ ที่ชื่อ "CEO Vision" ออกอากาศที่คลื่น FM 96.5 ที่เดิมออกอากาศเพียง 2 วัน แต่ด้วยความฮอตฮิตติดชาร์ต ซึ่งเขาเชื่อว่าความฮอตของเขา ไม่เกินอันดับ 2 ในบรรดาเหล่านักจัดของ "คลื่นความคิด" นี้ ครั้นแฟนรายการเรียกร้องมากๆ เขาจึงได้เพิ่มรายการ CEO Clinic มาอีก 1 วัน

"แฟนรายการของผมเยอะ เหลือเชื่อจริงๆ เขานึกว่าผมเป็นคนแสนรู้ จริงๆ ไม่ใช่หรอก ผมมีทีมงาน 8 คนจบปริญญาโท ผมก็วางแผนว่า ถ้าต้องทำรายการนี้มีเป้าหมายอย่างไร CEO โลกมีทั้งหมดกี่ร้อยคน ตั้งไปเลยอาทิตย์ละคน แล้วองค์สุดท้ายคือพระพุทธเจ้า พูดไปได้กี่ปี นี่ก็คือเป้า จากนั้นก็มาย่อยว่าจะพูดใครถึงใคร พอได้แล้วผมก็เทรนการหาข้อมูลให้ทีมงาน แล้วเขาก็ไปหาข้อมูลวัตถุดิบมาให้ พอได้ข้อมูลมาปึกหนึ่ง เราก็มาย่อยแล้วก็เขียนด้วยลายมือ เขียนจากความรู้สึกว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ แล้วก็กลายเป็น speech"

วิกรมบรรยายกระบวนการทำงานในฐานะ Visionary CEO ซึ่งห้องออกอากาศของวิกรม หลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือในห้องนอนบนชั้น 6 อาคารกรมดิษฐ์ ซึ่งมีเพียงโน้ตบุ๊ก สคริปต์ ที่เขียนด้วยลายมือตัวเองบนกระดาษประทับตรา "For Vikrom Kromdit Only" โทรศัพท์บ้านและ headset

สถานที่ออกอากาศอีกแห่งก็คือ แพวิเวกกลางบึงบัว ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ดังกล่าว ยกเว้นโทรศัพท์บ้านที่เปลี่ยนเป็นโทรศัพท์มือถือ และยังต้องมีดาวเทียม IP Star เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารไร้สาย

ข้อมูลในสคริปต์ที่ออกอากาศจะถูกส่ง ต่อไปยังเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เพื่อพิมพ์และจัดส่งไปให้ยังหนังสือพิมพ์ที่วิกรมเป็นคอลัมนิสต์ พร้อมด้วยรูปภาพ ปัจจุบันเขาเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ถึง 3 ฉบับคือ โพสต์ ทูเดย์, มติชน และคมชัดลึก ขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวยังจะถูกแปลงเป็นไฟล์ PDF และนำไปโพสต์อยู่ในเว็บไซต์ส่วนตัวของวิกรมคือ www.vikrom.net

ส่วนหนึ่งถูกรวบรวมเป็นหนังสือ "มองโลกแบบวิกรม" วางแผงเมื่อเดือนมีนาคม 2548

ขณะนี้วิกรมยังเตรียมตัวจะนำเสนอหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองออกมาอีก 4 เล่ม ประกอบด้วยเรื่องในวัยเด็ก (ความบีบคั้นในวัยเด็ก) เรื่องธุรกิจ (ความเป็นนักต่อสู้) เรื่องผู้หญิง (ความเป็นเพลย์บอย) และเรื่องเกี่ยวกับความฝันทั้งหลายของเขา (ความเป็นนักล่าฝัน)

"อันนี้คือทรัพย์สินที่อยากจะถ่ายทอดให้กับสังคม" วิกรมบอก

ณ วันนี้ วิกรมได้รับการยอมรับจากสังคมในหลายๆ สถานภาพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ดีก็คือ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ นักเขียน นักจัดรายการ นักสงเคราะห์ทางด้านศิลปะและการศึกษา (ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิอมตะ) ฯลฯ หรือในแง่ลบ เช่น เพลย์บอย นักเพ้อฝัน (จนหลายคนมองว่าเพี้ยน) ฯลฯ

ไม่ว่าจะเป็น (สถาน) ภาพใด ล้วนเป็นภาพที่เป็นไปในแนวทางและปริมาณที่เขาควบคุมได้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดจากภาพลักษณ์เหล่านั้นได้เกือบทั้งหมด ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า เมื่ออีกมิติหนึ่งของวิกรมคือ "อมตะ" ประโยชน์ย่อมตกไปถึงองค์กรด้วยเช่นกัน

ตามกำหนดการ วิกรมจะบริจาคเงินร่วม 5 พันล้านบาท ซึ่งก็คือหุ้นอมตะทั้งหมดที่ถือในนามของเขาในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้กับมูลนิธิฯ ในวันที่เขาครบรอบอายุ 55 ปี

"พวกคุณเคยได้ยินใครบริจาคเงินห้าพันล้านบาทให้กับมูลนิธิอะไรในเมืองไทยบ้างไหม" วิกรมถาม

"สุดท้ายในชีวิตผม จะไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือแม้แต่หนึ่งชิ้น มีแค่เสื้อ รองเท้า กางเกง ผมไม่ค่อยมีอะไรอยู่แล้ว เพราะอันนั้นมันไม่ใช่ของเรา"

ปรัชญาของมูลนิธิฯ ข้อหนึ่งที่วิกรมมักนำมาพูดอยู่เสมอคือ "คนเราเกิดมาจากศูนย์ และจากไปสู่ศูนย์" และดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามทำให้สังคมเห็นและเชื่ออย่างนั้นจริงๆ


วันที่ 17 มีนาคม 2550 หลังรับการบริจาคเงินก้อนมหาศาลจากวิกรม มูลนิธิอมตะจะมีทุนหนาเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะขึ้นแท่นเป็นมูลนิธิระดับบุคคลอุปถัมภ์ที่มีเงินมากมายที่สุดอีกแห่ง แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้มูลนิธินี้เป็น "อมตะ" สมความตั้งใจของผู้ก่อตั้งวิกรมจึงต้องนำโมเดลธุรกิจมาจัดการอย่างเข้มข้น

"ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องการรางวัลหรือสายสะพาย เราไม่ได้หว่านพืชเพื่อหวังผล" วิกรมกล่าวทันทีที่เริ่มต้นพูดมาถึงมูลนิธิอมตะ

มูลนิธิอมตะก่อตั้งเมื่อปี 2539 โดยมีวิกรมเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นประธานมูลนิธิด้วยทุนส่วนตัวแรกตั้งที่ 200,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งมูลนิธิ โดยนโยบายหลักของมูลนิธิฯ คือสร้างสรรค์การศึกษาให้แก่เยาวชนทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงกิจกรรมอื่น เช่นสนับสนุนการสร้างสถานศึกษาในระดับต่างๆ ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และอมตะซิตี้ เป็นต้น

ช่วงแรก กิจกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงแคบ ประกอบกับขาดการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง คนทั่วไปจึงยังไม่ค่อยรู้จัก จนกระทั่ง 3 ปีที่ผ่านมา มีการจัดประกวดศิลปกรรมระดับประเทศ ภายใต้ชื่อโครงการ "อมตะ อาร์ต อวอร์ด" ที่มีเงินรางวัลร่วมล้านบาทเป็นแรงจูงใจ และตั้งรางวัล "อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด" ที่รางวัลสูงไม่แพ้กันให้กับนักเขียนรุ่นเดอะของเมืองไทย ล่าสุดยังมีทุนการศึกษาและทุนวิจัยภายใต้ชื่อ "อมตะ จีเนียส อวอร์ด"

ด้วยเงินก้อนโตจากวิกรมเมื่อ 3 ปีก่อนอีก 100 ล้านบาท จัดสรรเป็นงบประมาณ 50 ล้านบาท สำหรับ "อาร์ต อวอร์ด" อีก 30 ล้านบาทสำหรับ "ไรเตอร์ อวอร์ด" และ 20 ล้านบาท สำหรับ "จีเนียส อวอร์ด"

"อาร์ต อวอร์ด ผมให้ปีละ 5 ล้านบาท แล้วดูศิลปินที่ได้มาอายุ 20-30 ปี พวกนี้เขาก็ได้มีเวทีมาแสดงตน เขาก็มีกำลังใจ อีกอันคือรางวัลนักเขียน พอผมลองไปนั่งเขียนเอง รู้เลยว่างานเขียนนี่ยากมาก วันนี้เลยมาแจกเขาดีกว่าปีละ 3 ล้านบาท 10 ปี แล้ววันนี้ก็มาดูพวกอัจฉริยะที่พ่อแม่จน เรียนไปเลยถึงดอกเตอร์หรือนักวิทยาศาสตร์ ที่มีผลงานวิจัยที่ดีเป็นประโยชน์ เราก็ให้ทุนไป" วิกรมอธิบายรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ

สำหรับโครงการที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ก็คือ "อมตะ อาร์ต อวอร์ด" ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 3

บทบาทของมูลนิธิต่อแวดวงศิลปะที่วิกรมวางไว้คือ เป็น "back-up partner" ให้แก่ศิลปิน เพราะเขารู้ปัญหาดีว่าศิลปินเก่งๆ มักไม่มีหัวธุรกิจ และบางคนอาจไม่มีเงินทุนสร้างสรรค์ผลงาน ขณะที่วิกรมมีทั้ง 2 สิ่งอย่างเหลือเฟือ มูลนิธิฯ จะจัดเงินจำนวนไม่อั้นเท่าที่จำเป็นในการสร้างผลงานให้ศิลปินคนนั้น โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อผลงานเสร็จแล้ว ต้องยกให้มูลนิธิฯ เพื่อเอามาแสดงและก๊อบปี้ขาย หลังหักต้นทุนและค่าแรงแล้ว กำไรที่เหลือก็เอามาแบ่งกันระหว่างเจ้าของผลงานและมูลนิธิฯ ในสัดส่วนที่ตกลงกัน

"สมมุติคุณเป็นศิลปินวาดภาพ ไม่มีสตางค์เลย ผมก็บอกไม่เป็นไร คุณไปวาดเลย อยากได้กระดาษ สี วัสดุ ค่ากินค่าอยู่ เอาไปเลย เบิกไป แต่อันนี้ถือเป็นต้นทุนนะ เสร็จแล้วผมก็สร้างเวทีขึ้นมา ซึ่งก็คือ "อมตะ คาสเซิล" ซึ่งจะมีส่วนที่เป็นแกลเลอรี่โชว์ผลงาน ผมก็เอาของชิ้นนี้ตั้งไว้ สมมุติลูกค้าซื้อไป เงินที่ได้หลังจากหักต้นทุนและค่าแรงคุณไปแล้ว เป็นกำไรก็เอามาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน ตรงนี้ต่างหากที่เราเข้าไปสนับสนุน มีทุน มีเวที มีคนจัดการเรื่องธุรกิจให้ เขาก็ผลิตผลงาน แล้วเตรียมไปดัง" วิกรมอธิบายโมเดลธุรกิจของมูลนิธิฯ

หากจะเทียบไปแล้ว โมเดล "แบ่งผลกำไร" เช่นนี้ คล้ายคลึงกับระบบ "เถ้าแก่น้อย" (รายละเอียดอ่าน Think Tank ที่ไม่ทำงาน?) ที่วิกรมใช้จัดการในองค์กรอมตะ โดยมีบริษัทอมตะเป็นผู้ลงทุนทุกอย่างในบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยมี "เถ้าแก่น้อย" ลงแรง พลังสติปัญญา และจิตวิญญาณ ทำงานให้ ผลกำไรที่ได้จากบริษัทลูกหลังหักค่าใช้จ่ายที่บริษัทแม่ออกและค่าแรงเถ้าแก่น้อย ก็จะนำมาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน เช่นเดียวกันกับการแบ่งผลประโยชน์ให้ศิลปินเจ้าของภาพ

สำหรับ "อมตะ คาสเซิล" โครงการราคาพันล้านของวิกรม ขณะที่ชั้นบนจะเป็นที่พักอาศัยของตระกูลกรมดิษฐ์ ชั้นล่างถูกเปิดเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ โดยแต่ละห้องในหอศิลป์จะเป็นแกลเลอรี่โชว์ภาพของศิลปินที่มูลนิธิฯ คัดเลือกมา เช่น ห้อง "อังคาร กัลยาณมิตร" โดยศิลปินและครอบครัวจะได้กรรมสิทธิ์โดยไม่เสียเงินสักบาท และหากมีรายได้จากภาพในห้องนั้น มูลนิธิฯ จะปันผลประโยชน์ให้ตามสัดส่วนที่ตกลงไว้

"ผมทำมูลนิธิให้เป็นแบบธุรกิจ เช่น ตั้งงบไว้ 50 ล้าน ให้ไปหาศิลปินมา พอเจอศิลปินก็ถามว่าจะมาลงทุนด้วยไหม ถ้าลงทุน พอมีผลิตภัณฑ์ก็ถือเป็นดอกผลของมูลนิธิอมตะ พอมีกำไรก็แบ่งกัน มันก็ดีกับศิลปินและมูลนิธิ"

วิกรมอธิบายแนวทางการขายภาพ ณ หอศิลป์ของเขาว่า จะเป็นการขายภาพเลียนแบบผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่โดยศิลปินรุ่นเล็ก ภาพต้นฉบับจึงจะคงอยู่คู่หอศิลป์ ซึ่งยิ่งเพิ่มคุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป หรือศิลปินท่านนั้นลาลับโลกไป และที่สำคัญคือจะกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนในวงการศิลปะแห่กันมาชม

"ตอนนี้เรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยุคทางศิลปะของเมืองไทย เพราะพอมีของเราก็ขาย พอศิลปินตาย เราก็ไม่มีผลงานของเขาเลย ศิลปะก็เลยขาดช่วง"

หากหอศิลป์แห่งนี้สามารถรวบรวมผลงานของศิลปินแห่งชาติ และศิลปินดาวรุ่ง ซึ่งมี "อมตะ อาร์ต อวอร์ด" เป็นหน่วยค้นหาศิลปินเก่งๆ มาได้เป็นจำนวนมากย่อมทำให้ "อมตะ คาสเซิล" สุดหรูกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นดีที่จะคลาคล่ำด้วยนักสะสม นักศึกษา และผู้ชื่นชมงานอาร์ต ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่แวะเวียนเข้าไปชมและชอปภาพก๊อบอย่างไม่ขาดสาย

นอกจากนี้วิกรมยังเตรียมมองหาธุรกิจสืบเนื่องขึ้นมารองรับพฤติกรรมของนักชอปนักเที่ยวที่จะแวะมา เช่นธุรกิจออกแบบที่จะช่วยจัดวางศิลปวัตถุหรือจิตรกรรมที่ลูกค้าซื้อให้เหมือนดิสเพลย์ หรือธุรกิจฟังก์ชันแบบโรงแรมคอยให้บริการลูกค้า

"คุณรู้ไหมมูลนิธิคึกฤทธิ์ฯ กับมูลนิธิจิม ทอมป์สัน ต่างกันตรงไหน ต่างกันที่มูลนิธิคึกฤทธิ์ฯ ทำแบบไม่มีธุรกิจเลย แล้ววันนี้เป็นยังไง แต่มูลนิธิจิม ทอมป์สัน ขายผ้า ขายของ ขายอาหาร ขายตั๋ว อะไรขายได้ก็ขาย อย่างนี้อีกสิบชาติก็อยู่ได้ เพราะมีระบบ (เศรษฐกิจ) ที่ดี วันนี้ทุกอย่างในโลกต้องมีระบบ (เศรษฐกิจ) อย่าไปบอกว่าใจบุญ มันหมดยุค ความต่อเนื่องมันต้องอยู่ที่เศรษฐกิจด้วย" วิกรมสรุปหนักแน่น

ในวันเกิดปีหน้า วิกรมจะถ่ายโอนหุ้นทั้งหมดในอมตะของเขาที่มีมูลค่าร่วม 5 พันล้านบาท ให้เป็น "แบ็ก-อัพ" ที่มั่นคง เพื่อสร้างการเติบโตแบบเป็นเอกเทศให้กับมูลนิธิฯ ซึ่งทุกวันนี้การตัดสินใจต่างๆ ยังขึ้นอยู่กับเจ้าของเงินทุนคนนี้เพียงคนเดียว

"ทุกอย่างมันสร้างมาจากเงินส่วนตัวผม พอไปถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างต้องสานต่อให้มันไปด้วยตัวมันเองเหมือนบริษัทผม ต่อไปมูลนิธิฯ ก็ต้องเปลี่ยนเป็น NGO นี่คือคอนเซ็ปต์ที่ผมจะต้องสร้าง เพราะคนเราอยู่ไม่นาน แต่พอตายไป ความเป็นองค์กรต่างหากที่ต้องทำให้อยู่เป็น "อมตะ"

กว่าจะถึงวันนั้น วิกรมก็ยังคงจะต้องดูแลและตัดสินใจด้วยตัวเอง... อีกสักพัก

PS. นับถือในประวัติชีวิตและชื่นชอบส่วนตัว

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านเพลินเลย
#1  by  พะยูนน้อย At 2006-09-26 09:05, 
ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยค่ะ
แต่พออ่านแล้ว...รู้สึกชื่นชมจริงๆ
#2  by  choco At 2006-09-26 20:37, 
ไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาเขียนอีกง่ะ หาพลอตมิได้ แหะๆๆๆ

ชื่อเหมือนดาร์ลิ้งเราเลย เอ๊..จะรวยเหมือนเค้าไม๊เนี่ย

อุ๊สบายดีไม๊จ๊ะ คิดถึงนะ ว่างๆเจอกันห่อยไม๊ เราเข้าเมืองแล้ว 555
#3  by  BlUesE@-BlUesKy At 2006-09-26 20:42, 
I know him too ~~

Very good person ^^
#4  by  NeMo✿~ At 2006-10-13 23:26, 
ชอบคุณมากเลยค่ะ ที่มี เรื่องดีๆ อย่างนี้ มาให้อ่าน
#5  by   (125.24.37.62) At 2007-01-20 21:13, 
เป็นความคิดที่เขียนออกมาแล้วทำให้มีกำลังใจในการดำเดนินชีวิตอีกมากเลยครับ ชื่นชมและชมชอบมาก
#6  by   (125.24.193.119) At 2007-02-07 18:01, 
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ปลึ้มคุณวิกรมมาก เพราะชีวิตดิฉันมันช่างล้มเหลวไม่เป็นท่า โดยที่ไม่ได้นึกถึงตัวเองเลยกลับทำให้ผู้อื่นตามใจผู้อื่นจนไม่มองว่าตัวเองต้องการเป็นอะไร ต้องการอะไรในชีวิตนี้ ชีวิตดิฉันไม่เหลืออะไรเลย อยู่อย่างเดียวดาย ไม่มีใครช่วยฉันได้เลย ท้อแท้เหลือเกิน ถ้าคุณวิกรม เห็นข้อความดิฉันอยากจะให้ท่านได้นำทางสว่างให้ดิฉันด้วยที่เบอร์ 084-6952724
#7  by   (203.146.63.184) At 2007-03-27 21:14, 
ได้ดูรายการทางทีวี และโชคดีมากๆ เพราะได้เห็นคุณวิกรม พูดเรื่องงานเขียน ที่ดีและมีประโยชน์ ต่อผู้อ่าน โดยไม่จำเป็นว่าผู้เขียน จะเป็นใคร...จริงด้วยค่ะ ขอให้ผู้เขียน มีเรื่องที่เป็นประโยชน์ ที่อยากให้คนอื่น ได้รับรู้และได้ความรู้ ด้วย

ดิฉันชอบแนวคิด ของท่านมากๆ เป็นการเปิดโอกาส ให้กับนักเขียนมือใหม่...(อย่างดิฉันด้วย ค่ะ)

ส่วนใหญ่ สำนักพิมพ์ที่จะรับพิมพ์งานเขียนให้ใคร...เขาต้องดู ถึงความดุเด็ดเผ็ดมัน หรือ เป็นเรื่องของดาราแก้ผ้า แบบฮอทๆ หรือเปล่า หรือเป็นเรื่องด่ากัน เป็นข่าวหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องเป็นคนดัง ของสังคม...คือ เขามองที่ตัวคนเขียน เป็นหลัก เขาถึงจะรับพิมพ์ให้...เขากลัวขายไม่ออก...กลัวไม่ได้ตังค์ แน่นอนเพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ

#8  by   (61.91.166.158 /172.20.0.137) At 2007-04-03 15:33, 
ได้อ่านแง่คิดและมุมมองของคุณวิกรมแล้วรู้สึกถึงต้นทุนของชีวิตทุกชีวิตที่มาจากจุดเดียวกันต่างกันตรงที่เราได้พยายามเพิ่มคุณค่าและปริมาณให้กับต้นทุนของตนเองยังไงต่างหาก ขอบคุณสำหรับแง่คิดและมุมมองที่เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์นะคะ ขอบคุณมาก
#9  by  benznee@hotmail.com (124.121.97.100) At 2007-09-12 14:05, 
ดูรายการทีวีช่อง 9 ที่คุณวิกรม ออกทีวี
ฟังแล้วซึ่งใจมาก ๆ ค่ะ
จากคุณจารุวรรณ อินสุวรรณ
#10  by  ชอบความคิดคุณมาก ๆ (125.27.219.156) At 2007-10-03 11:48, 
ดูรายการคืนวันที่2/10/50 เลยเข้ามาอ่านประวัติและแนวคิด ถ้าทั้งหมดที่เรียกตัวเองว่า "คนไทย"ทำได้แบบนี้...........
คือ แบบคนนี้แค่ 80% เมืองไทยจะไม่มีคอรัปชั่น ( แน่นอน )
#11  by  adi_srwtk@gmail.com (124.120.208.113) At 2007-10-03 19:36, 
อยากให้ผู้นำประเทศมีวิสัยทัศน์อย่างคุณวิกรม
#12  by   (125.26.71.2) At 2007-10-07 14:53, 
สุดยอดครับ.........
#13  by  nano (192.44.136.113) At 2007-10-22 11:20, 
ทึ่ง และนับถือมากค่ะ เพียงแค่คิดว่าชีวิตมีเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
#14  by   (222.123.111.186) At 2007-10-24 16:33, 
ทึ่ง และนับถือมากค่ะ เพียงแค่คิดว่าชีวิตมีเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนคือความแน่นอนsad smile
#15  by   (222.123.111.186) At 2007-10-24 16:34, 
ชอบมากๆๆๆๆๆครับ
ชอบมากกกกกกกกกกกกกครับ
#16  by  กริช (202.183.233.11) At 2007-11-15 17:43, 
ดิฉันก็ไม่รู้จักท่านหรอกค่ะจนได้มาทำงานอยู่ในบจก.ในเครือเดียวกับ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น ดิฉันก็เริ่มจะทราบว่าเจ้านายเราเป็นใคร มีใครบ้างที่เราต้องให้ความเคารพนับถือ และน้องของคุณวิกรมคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้านายดิฉันเอง ก็ได้ให้หนังสือของผมจะเป็นคนดีมาอ่าน พอได้อ่านแล้ว ดิฉันมีกำลังใจและพร้อมที่จะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อย่างจริงจังค่ะ เพื่อให้บริษัทฯ พัฒนาไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุดค่ะ
#17  by   (222.123.121.142) At 2007-11-15 18:46, 
ดิฉันอ่านประวัติของท่าน(ผมจะเป็นคนดี)แล้วดิฉนถึงกลับร้องไห้เลยค่ะเพราะสงสารท่านและครอบครัวของท่านมาก
#18  by   (222.123.121.142) At 2007-11-15 18:49, 
ขออนุญาติเอาข้อมูลต่างๆไปทำการบ้านส่งอาจารย์นะค่ะ
#19  by   (58.9.30.20) At 2007-11-18 18:30, 
ผมรักคุณ
#20  by   (58.137.63.243) At 2007-11-23 15:34, 
ชอบมั่กๆ
#21  by  ฟิวส์ At 2007-11-26 20:25, 
#22  by   (58.181.143.190) At 2007-11-29 13:59, 
ชอบแนวคิดของคุณวิกรมมาก ๆ ค่ะ
#23  by   (58.181.143.190) At 2007-11-29 14:00, 
จะของทำตามแนวความคิดของคุณวิกรมค่ะ
#24  by   (58.181.143.190) At 2007-11-29 14:00, 
เรื่องราวที่อ่านดีและมีประโยชน์มากเลยชอบมากเลย จึงอยาก